บนเส้นทาง ความขัดแย้งในอดีต...ดอยผาจิ ผาช้าง

 

 

 

บนเส้นทาง ความขัดแย้งในอดีต... การเดินทางพิชิต ดอยผาจิ ผาช้าง ผาวัว


เรื่องโดย     คมฉาน ตะวันฉาย          จากหนังสือ แบกเป้...ไปเก็บดาว    สำนักพิมพ์สารคดี พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2548

e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
http://www.tawanyimchang.com/

 

          ผมต้องขออนุญาติท่านผู้อ่าน เล่าเรื่องการเดินทางที่อาจจะยืดเยื้อหลายหน้ากระดาษกว่าจะจบ เพราะพื้นที่ที่ผมกำลังจะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสนั้น เปรียบไปก็แทบไม่ต่างอะไรกับพื้นที่ต้องห้าม คือถึงไม่ห้ามก็คงไม่มีใครไปเหมือนกัน เพราะสมัยที่ความขัดแย้งของคนในชาติยังคุกรุ่น พี่น้องนักศึกษารบกับพี่น้องทหารหาญพื้นที่ตรงนี้เขาเรียกว่าพื้นที่แดงด้วยซ้ำไป แต่มาถึงวันนี้ที่คนเคยเข้าป่าไปร่วมต่อสู้กับรัฐไทย ขึ้นเป็นเสนาบดีบริหารรัฐบาล คนที่เคยร่วมรบ บางทีก็อยู่ฝ่ายตรงข้าม มาอยู่ในสังคมเดียวกัน ที่สำคัญเป็นหนี้ต่างชาติหนังหนาสาหัสเหมือนกัน ความขัดแย้งในอดีตคงต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง มีแต่เพียงร่องรอยของสถานที่ในอดีตที่เราคงจะต้องจดจำ และพยายามไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ต้องเกริ่นกันนานหน่อยครับ เพราะเรากำลังจะเดินเที่ยวป่าตามเส้นทางและสถานที่ที่ครั้งหนึ่งพลพรรคของคนที่เคยถูกเรียกว่า ผู้ก่อการร้าย (ซึ่งจริงๆ จะร้ายหรือดีไม่รู้ล่ะ) เคยเดินลาดตระเวน ต่อสู้กับรัฐ บาดเจ็บและล้มตายลง ที่นี่คือ ผาช้าง-ผาจิ แห่งเมืองพะเยา...

ผาช้างก่อนถึงวันนี้
          ผมขอย้อนหลังแบบงูๆ ปลาๆ เท่าที่รู้มาเป็นแบ็กกราวนด์ให้ท่านผู้อ่านรู้จักที่นี่คร่าวๆ ก่อนจะไปเดินป่ากัน

          ท่านผู้อ่านนึกภาพประเทศไทยด้านที่ติดกับลาวออกใช่ไหมครับ ว่ามีทั้งส่วนที่มีแม่น้ำโขงกั้น และส่วนที่มีแต่ภูเขา เลยเอาภูเขากั้นเขตแดนไปเลย ในส่วนของเขตพะเยา น่าน ก็เป็นอย่างหลังนี่แหละครับ ประชากรของลาวส่วนใหญ่เป็นชาวเขา โดยเฉพาะม้งสมัยที่ลาวใกล้จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง กองกำลังของม้งยังมีบทบาทอย่างมาก โดยมีผู้นำชื่อนายพลวังเปา คุ้นหูมั้ย ใครที่เคยอ่านเรื่อง เจ้าฟ้า ของคุณพิระยะ พนาสุวรรณ ที่เป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่ง “เจ้าฟ้า” ของเขาก็หมายถึงกองกำลังชาวม้งซึ่งจะเป็นม้งที่ค่องมาทางอเมริกา บางทีก็เรียกว่าลาวขาว ไม่ใช่ตัวขาว แต่เป็นแนวความคิดขาว ทุกวันนี้ลาวปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย แต่กองกำลังเจ้าฟ้ายังมีอยู่ตอนที่ผมไปตระเวนลาวทางเหนือเกือบครึ่งเดือนนั้น จากหลวงพระบาง เราจะไปเชียงขวางไปดูทุ่งไหหินนี่ ต้องนั่งเครื่องบินนะครับ เพราะถ้าไปทาง รถยนต์ต้องเริ่มที่แยกภูคูนแล้วไปเชียงขวาง ทางเส้นนี้แหละที่กลุ่มเจ้าฟ้ายังทำการก่อกวนอยู่ตลอด ปล้นบ้าง จี้บ้าง เพื่อเป็นการสร้างผลงานนั่นแหละ ดังนั้นวิธีที่จะไปเชียงขวางอย่างปรอดภัยจึงต้องนั่งเครื่องบิน ไม่เฉพาะคนไทยนะครับ คนลาวที่จำต้องเดินทางบ่อยๆ ก็รู้ เพียงแต่ประเทศลาวปิดข่าวได้สนิทนักแล

          ผมออกนอกเรื่องไปนาน เพื่อจะโยงเข้ามาที่ผาช้างเรานี่แหละ ดอยผาช้างนี่ก็มีคนม้งตั้งหมู่บ้านอยู่เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ ทำเลที่ตั้งดีมาก มีภูเขาสูงล้อมรอบ กลุ่มม้งในลาวนั้นไม่ได้มีแนวคิดออกไปทางขวาทั้งหมด ที่ออกไปทางแดงๆ ก็มี อย่างม้งที่ดอยผาช้างนี่แหละ เพราะตอนที่ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ แล้วมีการเคลื่อนไหวในไทย เป้าหมายหนึ่งก็อยู่ที่นี่ และทำการจัดตั้งคล้ายๆ กับเขตปลดปล่อย ที่นี่ก็เลยแน่นไปด้วยคนระดับแกนนำของ พคท. ถ้าภาคเหนือตอนล่างมีภูหินร่องกล้าเป็นเขตปฏิบัติงานใหญ่ ภาคเหนือตอนบนก็คงเป็นที่ดอยผาช้างนี่แหละ แต่ช่วงนั้นการเมืองค่อนข้างสับสน เพราะหลังจากที่ คอมมิวนิสต์จีนและคอมมิวนิสต์เวียดนามขัดแย้งและรบกันคอมฯ ไทยก็เลยต้องอพยพโยกย้ายมาอยู่ที่ดอยผาช้างนี่แหละ และเมื่อการดำเนินงานทางการเมืองของรัฐได้ผล บรรดานักศึกษาปัญญาชนทั้งหลายก็เลยทิ้งป่ามาสู่เมือง เหลือเพียงมวลชนท้องถิ่นที่เป็นชาวม้ง ร่องรอยการอยู่อาศัยในอาณาจักรหุบดอยผาช้าง-ผาจิ-ผาวัว ของคนที่ต่อสู้กันตามแนวความคิดความเชื่อของตนเองยังคงปรากฏอยู่ที่เทือกภูดอยแห่งนี้ ซึ่งเราจะเดินป่าสำรวจกันโดยมีอดีตมวลชนชาวม้งเป็นคนนำทาง

เตรียมความพร้อม
          ท่านผู้อ่านแปลกใจมั้ยครับที่ที่ไหนเคยเป็นพื้นที่ของ ผกค. มาก่อนมักจะมีธรรมชาติสวยงาม อย่างภูหินร่องกล้า ภูสระดอกบัว รวมทั้งดอยผาช้างเองซึ่งทุกวันนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไปแล้ว ที่ติดกันก็คืออุทยานแห่งชาตินันทบุรี (ชื่อเก่าของเมืองน่าน) เพิ่งมาทำการสำรวจจัดตั้งเมื่อเร็ววันนี่เอง ยังไม่ประกาศกฤษฎีกาด้วยซ้ำ ในขณธที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้างประกาศราชกิจจานุเบกษาปี 2523 โน่น ซึ่งตอนนั้นพื้นที่ยังคุกรุ่นอยู่ ทางป่าไม้ก็ดูแลป่าไป ทหารก็ทำหน้าที่กันไป แต่ก็มีชุมชนอยู่ในป่า คือหมู่บ้านม้งผาช้างนี่แหละ ส่วนจะเหตุผลใดจึงประกาศทับพื้นที่ชาวบ้านนั้น ไม่มีเหตุผลแต่มีตัวอย่างมากมาย เพราะกรมป่าไม้สมัยก่อนชอบทำอย่างนี้ แล้วมาวุ่นวายทีหลัง พอสงครามทางความคิดสงบลงหมู่บ้านม้งผาช้างเลยมีชื่อใหม่ว่าหมู่บ้านสันติสุข ทีนี้ป่าไม่จะอพยพชาวบ้านลงก็ยากครับ เพราะหมู่บ้านใหญ่ ทางทหารก็เกรงว่าจะกระทบความมั่งคง ก็ในอดีตเขาเป็นแดงกันเกือบหมู่บ้าน อพยพลงมาแล้วก็ไม่มีที่ทำกินให้เขาอีก ครั้นจะให้อยู่ในป่า พวกก็ถางป่าเก่งเหลือเกิน มีหมู่บ้านกลางป่า แล้วไม่ให้เขาหาที่ทำกินเพิ่มน่ะยาก ก็คนมันเพิ่มขึ้นเรื่อยนี่ครับ ปัญหานี้ก็เลยยังแก้กันไม่ตก

          ชาวบ้านที่ผาช้างค่อนข้างหวาดระแวงคนแปลกหน้า เพราะเขาเองก็ไม่ถึงกับเคลียร์อะไรมากมาย บางที่พี่น้องทางฝั่งลาวก็แอบหนีเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน กลายเป็นคนบ้านสันติสุขไป แล้วค่อยเข้าเมืองหางานทำเป็นคนไทยในที่สุด ส่วนเรื่องยาเสพติดนั้นไม่ยืนยัน แต่เข้าใจว่าทางการคงมีข้อมูล ผมเคยเข้าไปทำข่าวที่หมู่บ้านนี้ เรื่องป่านี่แหละ เชื่อมั้ยครับ เขาตอบโต้กับเราเป็นฉากๆ เลย ทั้งผู้หญิงผู้ชาย คุยหลักการ ลำดับเรื่องพูดคุยได้ดีมาก ต่างจากชาวบ้านและชาวเขาทั่วๆ ไป มารู้ทีหลังว่าคุณเธอเป็นระดับแกนนำในหมู่บ้าน สมัยที่เป็นหมู่บ้านแดง คุณเธอก็เป็นถึงระดับแกนนำเหมือนกัน ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านรู้จักปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ต่อไปทางหารต้องปรับตัวกันยกใหญ่แล้วล่ะครับ

          การเดินป่าขึ้นดอยผาช้างนั้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 คืน และเป็นการเดินทางไกลด้วย แล้วคุณต้องแบกสัมภาระเอง ผมใช้คนนำทางสองกลุ่มคือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในฐานะของคนที่รับผิดชอบพื้นที่ตามกฎหมาย ใครไปใครมาก็ต้องบอกและขออนุญาตเขาก่อน อีกส่วนก็คือชาวบ้านที่เป็นชาวม้งในหมู่บ้านสันติสุขนั่นเอง เพราะผมอยากจะเดินไปตามเส้นทางเดินของ ผกค. สมัยก่อน อีกทั้งเขาก็ชำนาญเส้นทาง แล้วยังเป็นลูกหาบช่วยเราได้ด้วย

เดินขึ้นผาช้าง
          จากหมู่บ้านสันติสุขเราจะเห็นว่าหมู่บ้านนี้อยู่ในหุบเขา ท่ามกลางการโอบล้อมของดอยสูง ทางตะวันออกนั้นมีดอยผาช้างและผาวัวตระหง่านเรียงกันเป็นปราการใหญ่ เฉียงไปทางใต้นิดๆ นั่นยอดดอยผาจิโดดเด่นอยู่ทามกลางภูเขาน้อยใหญ่ การเดินทางขึ้นผาช้างแล้วอ้อมวนผาวัวมาออกทางผาจิและออกที่หมู่บ้านจึงเป็นการเดินทางที่หนักอยู่
  
          ดอยผาช้าง ผาวัว นั้นเป็นภูเขาหินปูนที่ค่อนข้างสูงและชัน เราต้องเดินแบกของจากหมู่บ้าน กว่าจะไปถึงตีนดอยผาช้างก็เหนื่อยแล้ว และพอเริ่มขึ้นดอยจริงๆ ยิ่งเหนื่อยใหญ่ เชิงดอยผาช้างนั้นเป็นป่าเบญจพรรณ มีป่าไผ่ขึ้นอยู่หนาแน่น ช่วงแรกนี่จะเหนื่อยมาก เพราะแบกของเดินฝ่าแดดมาไกลกว่าจะเข้าร่มเงาป่าไผ่ เส้นทางมีแต่ขึ้นและก็ขึ้น บังเอิญโชคดีไปเจอไร่ฝิ่นกลางทางเลยได้ถ่ายรูปดอกฝิ่นบานกันบ้าง ฝิ่นนี่ก็เหมือนกัน รัฐบาลเรานี่แปลกมาก สมัยก่อนให้ค้าขายได้เหมือนมาม่า ปลากระป๋อง เก็บภาษีฝิ่นเหมือนสินค้าทั่วๆ ไป มีโรงฝิ่นเกลี่อนเมือง คนติดกันงอมแงม ผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมืองบางท่านในอดีตก็ค้าฝิ่นซะเพลินไปเลย มาวันหนึ่งบอกไม่ได้แล้ว ผิดกฎหมาย แล้วคนที่ติดฝิ่นน่ะ เลิกไม่ได้ปุบปับนะครับ เราจึงยังเห็นคนสูบฝิ่นอยู่บ้าง ไร่ฝิ่นที่เห็นก็ไม่กว้างนัก คงจะปลูกเอาไว้สูบ มีลุงชาวม้งแก่ๆ นอนเฝ้าไร่อยู่คนเดียว เดี่ยวสูบ เดี่ยวสูบ จนน่ากลัวว่าถ้าให้เลือกระหว่างข้าวกับฝิ่นผมว่าแกเลือกอันหลัง

          ช่วงนี้เหนื่อยมากครับเพราะว่าเป็นเขาชัน เป้าหมายเราตอนนี้ก็คือแอ่งน้ำ รอยต่อระหว่างผาช้างและผาวัว เป็นกิ่วเขาพอดี เราจะต้องไปหุงหาอาหารกันที่นั่น เพราะขึ้นไปบนยอดผาช้างจะไม่มีน้ำ ดังนั้นใครจะอาบน้ำ จะทำอะไรที่น้ำเป็นสำคัญก็ทำกันที่นี่ให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเอาแต่อุปกรณ์ค้างคืนบนยอดดอย อุปกรณ์ถ่ายรูป น้ำ และอาหารเย็นขึ้นไป ส่วนอาหารเช้าค่อยลงมากินที่เดิม ซึ่งเราจะต้องทิ้งคนไว้ทำอาหารเช้า นี่คือการจัดการเมื่อมีข้อจำกัดมาให้เรา ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความจำเป็นของธรรมชาติ ตรงจุดแคมป์เรานี่ แหงนคอตั้งบ่าก็จะเห็นหน้าผาของดอยผาช้างพอดี แต่การที่จะขึ้นไปได้นี่คุณเอ๊ย ไม่หมูเลย เพราะมันคือการเดินขึ้นดอยใหม่นั่นแหละ ทางชันมากต้องปีน ป่าย ไต่ เกาะ สารพัด เวลาจะพักก็ต้องนั่งหรือยืนพิงต้นไม้ไว้ ไม่งั้นกลิ้งลงมาแน่ๆ

          ช่วงหนึ่งของการเดินขึ้นดอยผาช้างจะเป็นช่องเขาแคบๆ ติดหน้าผาที่เราจะต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไป คนนำทางชาวม้งที่เป็นทหารป่ามาก่อนบอกว่า ตรงนี้แหละที่เขาเคยมาดักยิงทหารที่จะขึ้นตีมาแล้ว ซึ่งนับว่าโหดมาก เพราะทางแคบหนีแทบไม่ได้เลย นี่แหละสงคราม ทำทุกอย่าเพื่อชัยชนะ
ระหว่างทางที่จะขึ้นไปถึงยอดดอยนั้น เราจะเริ่มเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามหน่อย (อย่างน้องก็ไม่คุ้นตาละ) พื้นที่บนดอยไม่เรียบเอาซะเลย เป็นพื้นหินตะปุ่มตะป่ำ ลำพังแค่เดินก็แสนยาก ใครที่ต้องนอนเต็นท์ละยุ่งแน่ ถ้าคิดจะค้างคืนก็ต้องผูกเปลนอนตามชะง่อนหิน หรือลงไปนอนกับพื้นหินที่พอเรียบหน่อย ต้นไม้ที่ผูกเปลได้พอมีบ้างแต่ไม่มาก ที่สำคัญคือ นอกจากที่นอนจะหายากแล้ว ลมบนยอดดอยยังแรงซะอีกด้วย

          ตัวยอดดอยผาช้างจริงๆ หันหน้าผาเข้าหาดอยผาวัว ที่อยู่ห่างออกไปไม่น่าถึงกิโลเมตร ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของผาช้าง ทางตะวันตกเป็นหมู่บ้านสันติสุขที่เราเพิ่งเดินจากมาเมื่อเช้า ดอยผาจินั้นโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ทางใต้เยื้องไปทางตะวันตกนิดๆ เขาว่าแต่ก่อน ผกค. เอาปืนใหญ่ไปตั้งไว้ที่นี่ด้วย จริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยันนะ เพราะฟังคนนำทางเล่ามาอีกที

          ตรงหน้าผาดอยผาช้างจะเป็นที่นั่งดูวิวอาทิตย์ขึ้นและตกที่ดีที่สุด เพราะคงจะเป็นที่โล่งเพียงแห่งเดียวที่มี ตอนเช้าๆ ยังพอมีหมอกบางๆ ลอยล่องในหุบเขาเบื้องล่างอย่างอ้อยอิ่ง แต่ที่ไม่ชอบเลยก็คือพื้นหินตะปุ่มตะป่ำออกไปทางแหลมๆ เหมือนหินดอกจอกนั่นแหละที่ทำให้การเสพบรรยากาศบนยอดดอยผาช้างสะดุดไปบ้าง ถึงที่เที่ยวจะไม่สวยงามเท่าภูกระดึง แต่สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจก็คือ ร้อยวันพันปีแทบจะไม่มีคนมาเยือนที่นี่เลย แล้วการเป็นคนแรกๆ น่ะ มันประทับใจแทบทุกเรื่องแหละ

ถ้ำพยาบาล-ถ้ำหัวหน้า
          หลังจากดื่มกาแฟ ถ่ายรูปกันพอสมควร ทีนี้ก็ต่างคนต่างเผ่นลงมาจากยอดหน้าผาละครับ เพราะน้ำดื่มก็หมด ทั้งหิวข้าวและอยากจะอาบน้ำ แปรงฟัน ลงก็ลงทางเดิมที่เมื่อวานขึ้นไป ไม่ต้องรอกันละ เพราะเวลาลงเขาจะช่วยพยุงกันจับมือกันไม่ได้ ต้องวิ่งลงอย่างเดียวแล้วเล็งต้นไม้ข้างหน้าให้ดีๆ เกาะให้แน่น นั่นคือเบรคละ

          เสบียงและอาหารเช้าเตรียมไว้เสร็จสรรพ ลงมาก็กินได้เลย วันนี้เราจะเดินมุ่งหน้าไปถ้ำหัวหน้าและถ้ำพยาบาล ต้องบอกท่านผู้อ่านอีกครั้งว่า ตั้งแต่เมื่อวานที่ขึ้นสู่ดอยผาช้างนั่นแล้วแหละที่เป็นเหมือนใจกลางของคนอยู่ป่าสมัยก่อน ทั้งที่หุงหาอาหาร ทั้งเส้นทางเดินล้วนเป็นทางเดินขึ้นล่องของทหารป่าทั้งสิ้น ระหว่างทางจึงพบเห็นหลุมบังเกอร์อยู่เป็นระยะ บางครั้งก็เจอไร่ฝิ่นเล็กๆกำลังออกดอกสวยเชียว จากผาช้าง จะต้องเดินขึ้นผาวัว ขึ้นไปจนเกือบจะถึงยอด ถ้าจะขึ้นไปบนยอดผาวัวก็ได้ แต่ทั้งหิวและบรรยากาศเหมือนที่ผาช้างทุกอย่าง ที่สำคัญคือไม่มีน้ำ เราเลยตัดใจเดินลงจากผาวัว เข้าป่า ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ จนเกือบหลุดดอยผาวัวนั่นแหละเราจึงตัดทางลงหุบเขาเบื้องล่างเลาะขอบผาเชิงเขาไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอเพิงถ้ำเล็กๆ อยู่สองสามแห่งเรียงกันไปตามหน้าผาหินปูน แต่เป็นถ้ำที่ไม่ได้สวยงามอะไรเลย

          ถ้ำแรกเป็นถ้ำที่ไม่กว้างนัก ค่อนข้างโปร่ง ภายในเป็นร่องรอยเป็นแคร่พักหลายแคร่กระจายอยู่ ส่วนใหญ่แคร่จะผุแล้ว อดีตทหารป่าที่เป็นคนนำทางบอกเราว่านี่คือถ้ำหัวหน้า เป็นที่พักของระดับแกนนำ รวมทั้งมีคนอื่นอยู่ด้วย ห่างกันไม่ถึง 5 เมตรเป็นถ้ำเก็บอาวุธ (เขาว่าอย่างนั้น) ปากถ้ำค่อนข้างแคบ เขาพาเราเข้าไปตามช่องเล็กๆที่เป็นแนวยาว ถ้ำนี้ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง พอเข้าไปสัก 10 เมตร จึงจะเป็นห้องโถงกว้างสัก 100 ตารางเมตร น่าจะได้ เขาบอกว่าที่นี่นอกจากจะเก็บอาวุธแล้ว ยังเป็นโรงซ่อม คงจะซ่อมทุกอย่างนะแหละ เสื้อผ้า เครื่องไม้เครื่องมือสารพัด และใช้เป็นที่หลบเวลาเครื่องบินออกลาดตระเวนหรือทิ้งระเบิดด้วย ติดๆ กันอีกถ้ำหนึ่งจะเป็นถ้ำพยาบาล ถ้ำนี้ตื้นๆ ไม่ลึกนัก แต่มีห้องสลับซับซ้อนพอควร ที่น่าสนใจก็คือเตียงผ่าตัด เขาจะเอาดินมาก่อเป็นเตียงดูแข็งแรงมาก ความสูงเท่ากับเตียงผ่าตัดจริงๆ สภาพเตียงนับว่าสมบูรณ์ดี ในถ้ำยังมีแคร่อื่นๆ อีกราว 10 แคร่ คงเป็นแคร่นอนพักของผู้ป่วย ดูแล้วเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป คนนำทางบอกว่า มีสหายแพทย์ที่มาจากกรุงเทพฯ ทำหน้าที่อยู่ที่นี่ ด้านหน้าถ้ำทั้งสามเป็นหุบผาและป่าทึบจึงดูมิดชิดพอสมควร

          ใกล้ๆ กันเป็นลำธารน้ำ แต่ท่านผู้อ่านอย่าไปวาดภาพว่าใกล้จริงๆ ล่ะ เพราะกว่าจะลงไปถึงลำธารได้ก็เสียเวลานาน ด้วยทางที่ลาดลงจนดูเหมือนชันนั้นลงค่อนข้างยาก ตอนนี้คงหาคนที่แล่นลงไปเหมือนตอนลงดอยผาช้างเมื่อเช้าไม่ได้แล้ว เพราะมีเป้หลังกันด้วย ลำธารนี้มีน้ำพอสมควร ดื่มกินได้สบาย เสียแต่ว่าที่นอนยังคงหายาก เราต้องผูกเปลนอนกับป่ากล้วย ใครที่บอกว่าต้นกล้วยผูกเปลนอนไม่ได้อย่าไปเชื่อ เพราะผมผูกหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ต้องหาต้นกล้วยที่ใหญ่ๆ หน่อยก็แล้วกัน การนอนป่าของเราที่ดอยผาช้าง ผาวัว 2 คืนมานี่ ผมว่าชักเหมือนทหารป่าเข้าทุกที ไม่มีเต็นท์สวยงามเหมือนคนมาแคมป์เลย มีแต่กินง่าย นอนง่าย แต่อย่างว่าแหละครับ บางทีมันเป็นภาวะจำยอม วันนี้คนที่ไม่ได้ไป เพียงแต่อ่านเรื่องนี้ของผมอาจจะนึกว่าเหมือนทุกวัน แต่วันนี้กลับเป็นวันที่เหนื่อยที่สุด เพราะเดินขึ้นลงเขากันหลายลูก ทางรก หลงทางด้วย และเดินไกลอีกต่างหาก กว่าจะถึงแคมป์ก็ทุ่มกว่า เหน็ดเหนื่อยอีกทริปหนึ่งของการเดินป่าก็ว่าได้

ถ้ำสื่อสาร
          อย่างที่บอกยังไงล่ะครับว่าที่นี่แทบจะเป็นเมืองๆ หนึ่งของกลุ่มผู้ก่อการทั้งหลาย เจริญถึงขนาดที่มีสถานีวิทยุของตัวเองเลย ซึ่งอยู่ในถ้ำของเขาอีกลูกหนึ่ง วันนี้เราจะไปเยือนสถานีวิทยุของเขากัน

          จากที่พักแรมริมธารเชิงดอยผาวัว เราต้องเดินเลียบน้ำมาอีกพอควรก่อนจะเข้าสู่ป่าอีกครั้ง เดิน และเดินมาเรื่อยๆ จนป่าเริ่มโปร่ง แล้วขึ้นเนินโล่ง ก็จะมองเห็นทั้งดอยผาช้างและผาวัวอยู่ห่างออกไป ช่วงรอบๆ ดอยที่เป็นที่ตั้งถ้ำสื่อสารนี้คงจะเป็นไร่ซากเก่าซึ่งคนนำทางบอกว่า ที่นี่เคยเป็นไร่นาของคนอยู่ป่าในสมัยนั้น เรืยกว่าเป็นพื้นที่ทำงานของหน่วยผลิตก็คงไม่ผิดนัก

          ตัวถ้ำสื่อสารนั้นอยู่บนส่วนยอดของเขาลูกเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อ เป็นภูเขาหินปูนเหมือนกัน ต้องปีนป่ายขึ้นไป แต่พอไปถึงตัวถ้ำแล้วจะรู้สึกดีมาก เพราะถ้ำนั้นกว่างพอสมควร อีกด้านหนึ่งของถ้ำเป็นโพรงใหญ่ ออกไปนั่งรับลมตรงโพรง มองบเห็นผาวัวอยู่ข้างหน้า ถ้ำนี้มีลมระบายอยู่ตลอดเวลา จึงไม่อับและเย็นสบายดี บนเพดานถ้ำยังมีปล่องที่แดดพอส่องลงมาได้ด้วย คนนำทางอธิบายว่า แต่ก่อนที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุที่ทำการกระจายเสียงไปยังพื้นที่ใกล้เคียง อันนี้ไม่รู้จริงเท็จอย่างไรนะครับ เพราะคนเล่าก็เป็นแค่ทหารป่า ไม่รู้ว่าเขาทำหน้าที่ในสถานีวิทยุหรือเปล่า แล้วก็ยังเป็นจุดที่ซ่อนตัวและสังเกตการณ์ได้ดี เพราะมองเห็นทั้งผาช้าง ผาวัว และผาจิ

ผาจิ การบ้านที่ค่อยกลับมาทำ
          แผนการเดิมของเราจะออกตะลุยผาจิอีกหนึ่งดอย เพราะคนนำทางบอกว่ายังมีซาดเครื่องบินฝ่ายรัฐบาลที่ถูกยิงตกอยู่ด้วย มีฐานปืนใหญ่ รวมการทั่งค่ายพักก็ยังมีปรากฏ แต่เพียงเท่าที่ผ่านมา กับการเดินทางที่ยากลำบาก ขึ้นและลงเขานับสิบๆ ลูกในระยะเวลาเพียง 3 วันนั้น เล่นเอาถอดใจ เลยต้องขอติดผาจิไว้ก่อน คิดว่าอีกไม่นานคงจะได้ไปเยือนดินแดนประวัติศาสตร์แห่งนี้...


จากลา
          ตลอดการเดินทางท่องเที่ยวป่ามามากมายหลายแห่ง บางครั้งไปแล้วก็ประทับใจในความสวยงามของพื้นที่และธรรมชาติ บางแห่งไปพร้อมกับความเสี่ยงสารพัด ทั้งจากคนที่ถืออาวุธและจากสัตว์ป่า และบางครั้งก็ให้หวนระลึกว่าคนที่เคยย่ำเดินและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาก่อน ด้วยความแร้นแค้นและยากลำบาก บางคนอาจเคยสูญเสียคนที่เคยรู้จัก เคยร่วมกินนอนกันมา อะไรเป็นเครื่องฉุดรั้งให้เขาเหล่านั้นทิ้งความสบายในเมืองเข้าร่วมต่อสู้ในป่า ถ้าไม่ใช่เพราะความเชื่อและความศรัทธา ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
ผาช้างวันนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชาวเขาหมู่บ้านหนึ่งที่สงบนิ่งอยู่ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนดอยต่างๆ ในเทศกาลปีใหม่ของชาวม้งบางปี กลับปรากฏนักการเมืองที่บางคนเป็นเสนาบดี ไปเยือนเพื่อนเก่าที่ดอยผาช้าง ที่วันนี้เพื่อนร่วมรบเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา

                       มิตรภาพที่มั่นคงได้ประจักษ์ชัดอย่างน้อยก็ที่ดอยผาช้างขุนดอยแห่งเมือง พะเยา - น่าน...
ที่มา nantouring

 {mosloadposition user26} {mosloadposition user27}
 {mosloadposition user28}