10 นัดชิงเจ้ายุโรปแห่งความทรงจำ 

 

 

 

ขณะที่ลีกสูงสุดของหลายประเทศในยุโรปทยอยปิดฉากลงอย่างสนุกตื่นเต้น ก็ยังเหลืออีกหนึ่ง 'ไคลแมกซ์' ที่คอบอลทั่วโลกตั้งตารอชม คือ รอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 'เดอะ ซัน' จึงอุ่นเครื่องด้วยการจัดอันดับท็อป 10 รอบชิงแชมป์ยุโรปเสียเลย


ขณะที่ลีกสูงสุดของหลายๆ ประเทศในยุโรปทยอยปิดฉากลงอย่างสนุกตื่นเต้น ก็ยังเหลืออีกหนึ่ง ไคลแมกซ์ ที่คอบอลทั่วโลกตั้งหน้าตั้งตารอชม นั่นคือรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่ง 2 สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งอังกฤษ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี โคจรมาพบกันเอง

วันนี้ เดอะ ซัน แทบลอยด์ดังของเมืองผู้ดีจึงอุ่นเครื่องด้วยการจัดอันดับท็อป 10 รอบชิงแชมป์ยุโรปเสียเลย...

10.ลิเวอร์พูล ชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัก 3-1 (ปี 1977)

นี่คือจุดเริ่มต้นการครองเจ้ายุโรป 5 สมัยของหงส์แดง และเป็นการออกสตาร์ทความยิ่งใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ ซึ่งจะคว้าถ้วยนี้ได้ถึง 6 ปีติดต่อกัน

นัดชิงชนะเลิศที่กรุงโรมในวันนั้น เควิน คีแกน โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเป็นพระเอกของงาน หลังเสมอกัน 1-1 ทอมมี่ สมิธ และ ฟิล นีล ก็มายิงในช่วงครึ่งหลังให้หงส์แดงคว้าชัยในที่สุด

9.เอซี มิลาน ชนะ สเตอัว บูคาเรสต์ 4-0 (ปี 1989)

นี่คือยุครุ่งเรืองของยอดสโมสรจากอิตาลีภายใต้การนำทีมของ 3 ทหารเสือจากแดนกังหันลม มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น รุด กุลลิต และ แฟร้งก์ ไรจ์การ์ด โดย 4 ประตูของทีมปีศาจแดงดำเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 46 นาทีของการแข่งขันเท่านั้น

ชัยชนะนัดนี้นอกจากจะเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 3 ของมิลานแล้ว ยังเป็นผลแข่งที่ห่างชั้นที่สุดของทัวร์นาเมนต์นับตั้งแต่ปี 1972 ซึ่ง บาเยิร์น มิวนิก ชนะ แอตเลติโก้ มาดริด 4-0 ในแมตช์รีเพลย์อีกด้วย

8.เซลติค ชนะ อินเตอร์ มิลาน 2-1 (ปี 1967)

ก่อนหน้าการแข่งขันจะเปิดฉาก ใครๆ ต่างก็ยกให้อินเตอร์ มิลาน เป็นตัวเต็ง ด้วยสไตล์การเล่นเกมรับอันแข็งแกร่ง และเมื่อเริ่มการแข่งขันไปได้เพียง 7 นาที อเลสซานโดร มัซโซล่า ก็ช่วยให้ทีมงูใหญ่ขึ้นนำไปอย่างรวดเร็วจากลูกโทษที่จุดโทษ แต่สโมสรจากสกอตแลนด์ก็สู้สุดใจขณะที่อินเตอร์หันไปตั้งรับ 11 คนในแดนตัวเอง สุดท้ายหลังตีเสมอได้ เซลติคก็มาทำประตูชัยก่อนหมดเวลา 7 นาที ความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อในครั้งนี้ทำให้ทีมเซลติคชุดดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า ลิสบอน ไลออนส์ ตามชื่อเมืองหลวงโปรตุเกส สถานที่แข่งขันนั่นเอง

7.รีล มาดริด ชนะ แรมส์ 4-3 (ปี 1956)

ปีนี้ถือปีแรกของการแข่งขันบอลถ้วยสูงสุดของยุโรป และเป็นการเปิดศักราชความยิ่งใหญ่ของทีมราชันชุดขาวซึ่งจะคว้าแชมป์ 5 ปีติดนับจากนี้ แค่เปิดฉาก 10 นาทีแรก สโมสรจากฝรั่งเศสก็ขึ้นนำไป 2-0 แต่ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ดาวยิงมาดริดก็ตีตื้นให้มาดริด ก่อนที่ เอ็คเตอร์ ริอาล จะเหมา 2 ลูก ให้มาดริดแซงขึ้นนำ แรมส์เป็นฝ่ายตีเสมอบ้าง และสุดท้าย มาร์คอส อลองโซ่ มาควิโตส ทำประตูชัยในนาที 67 เป็นการเปิดตำนานให้แก่ทีมราชันชุดขาว

6.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ เบนฟิก้า 4-1 (ปี 1968)

1 ทศวรรษหลังโศกนาฏกรรมเครื่องบินตกที่มิวนิก แมตต์ บัสบี้ ก็นำทีมปีศาจแดงก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์ยุโรปได้เป็นครั้งแรก แต่ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้ได้มาง่ายๆ นัก เพราะเบนฟิก้ายันเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที และต้องไปตัดสินในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่ง จอร์จ เบสต์ ตำนานของแมนฯยูและเพื่อนๆ ช่วยกันทำคนละประตูให้ทีมคว้าชัยชนะที่เวมบลีย์มาครอง

5.เบนฟิก้า ชนะ รีล มาดริด 5-3 (ปี 1962)

ถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่แสนตื่นเต้นเร้าใจในรอบชิงชนะเลิศถ้วยยุโรป เมื่อ เฟเรนก์ ปุสกัส ทำแฮตทริคให้มาดริด ขณะที่สองฝ่ายเสมอกัน 3-3 ขณะเพิ่งเล่นไปเพียง 51 นาทีเท่านั้น แต่แล้วทุกอย่างก็ขมวดปมเมื่อ ยูเซบิโอ ตำนานลูกหนังชาวโปรตุกีส ซึ่งมีอายุเพียง 20 ปีในขณะนั้น ซัด 2 ประตูตอกฝาโลงให้เบนฟิก้าในเวลาห่างกันเพียง 3 นาทีเท่านั้น

4.เอซี มิลาน ชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 (ปี 1994)

มิลานลงสนามเกมนี้โดยไม่มีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวเก่งถึง 2 คน นั่นคือ ฟรังโก้ บาเรเซี่ และ อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า ซึ่งต่างติดโทษพักแข้ง แต่ถึงอย่างนั้น สโมสรจากอิตาลีก็ยังสามารถปิดเกมรุกของคู่หู โรมาริโอ และ ฮริสโต้ สตอยคอฟ ได้อย่างอยู่หมัด

3.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ บาเยิร์น มิวนิก 2-1 (ปี 1999)

ปีทองของปีศาจแดงลงเอยอย่างสนุกตื่นเต้นสุดสุดในรอบชิงชนะเลิศที่บาร์เซโลน่า เมื่อบาเยิร์นออกนำตั้งแต่ 6 นาทีแรก และสามารถรักษาสกอร์นั้นได้จนหมดเวลา 90 นาที แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีแรก เท็ดดี้ เชอริงแฮม ก็ตีเสมอให้ปีศาจแดงแบบเหลือเชื่อ ก่อนที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ทำเอาแฟนบอลเมืองเบียร์กินไม่ได้นอนไม่หลับกับประตูชัยในอีก 2 นาทีถัดมา ชนิดชวนใจหายใจคว่ำสุดสุด

2.รีล มาดริด ชนะ ไอน์ทรักต์ แฟร้งก์เฟิร์ต 7-3 (ปี 1960)

เกมเริ่มต้นจากการขึ้นนำของแฟร้งก์เฟิร์ตในนาที 18 ก่อนที่ราชันชุดขาวจะตอบโต้แบบเจ็บปวดด้วยการไล่ถลุงคืน 7 ประตูในระยะเวลาเพียง 46 นาทีเท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นผลงานของปุสกัสเสีย 4 และดิ สเตฟาโน่ อีก 3 นอกจากจะเป็นการครองถ้วยนี้สมัยที่ 5 ติดต่อกันของมาดริดแล้ว ยังเป็นจำนวนประตูที่เป็นสถิติสูงสุดของรอบชิงบอลยุโรปด้วย

1.ลิเวอร์พูล เสมอ เอซี มิลาน 3-3 (ปี 2005)

ตอนที่ครึ่งแรกจบลงพร้อมๆ กับการนำห่างของยักษ์ใหญ่จากอิตาลีถึง 3-0 แม้แต่เหล่า เดอะ ค็อปส์ ก็ยังไม่กล้าคาดหวังใน "ปาฏิหาริย์" มากมายนัก แต่แล้วพอเข้าครึ่งหลัง ทุกอย่างกลับเหมือนหนังคนละม้วน สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีมหงส์แดงระเบิดฟอร์มสุดยอดนำลูกทีมยิง 3 ประตูรวด ในนาทีที่ 54, 56 และ 60 กดดันจนเกมต้องไปตัดสินด้วยการดวลลูกโทษที่จุดโทษชนิดต้องกลั้นใจลุ้น

...และแล้วเป็นฝ่ายนักเตะมิลานที่เสียศูนย์พลาดพลั้งในการยิงจุดโทษ ปล่อยให้แชมป์ที่ใครๆ ก็คิดว่าน่าจะเป็นของพวกเขาง่ายๆ หลุดไปอยู่ในมือนักเตะลิเวอร์พูลแบบ "หักมุมจบ" ไปอย่างเหลือเชื่อจริงๆ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

ที่มา http://sport.teenee.com/sport/13038.html