"บอย" ส่ง 3D ลงเอเอฟ 6 คุยแฟนเทเซียแค่บริษัทลูก

 

 

 

“บอย อรรถพล” Executive Producer อคาเดมี่แฟนเทเชีย เผยซีซั่น 6 พิเศษกว่าเดิม พร้อมปล่อยระบบ 3 มิติเพิ่มความแปลกใหม่ในการรับชม แถมโวแม้อดีตผู้บริหารแฟนเทเชียคนก่อน “หนุ่ม กิติกร” จะออกไปก็ไม่เป็นผล เพราะยังไงก็แค่บริษัทลูก
       
        เปิดตัวรับสมัครนักล่าฝันครั้งใหม่อีกแล้ว สำหรับรายการเรียลลิตี้ยอดฮิต “ทรู อคาเดมี่ แฟนเทเชีย ปฏิบัติการล่าฝัน ซีซั่น 6” โดยผู้บริหารหนุ่ม “บอย อรรถพล ณ บางช้าง” Executive Producer รายการทรู อคาเดมี่ แฟนเทเชีย และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายรายการ บมจ.ทรูวิชั่น เผยว่า ซีซั่น 6 ในครั้งนี้พิเศษกว่าเมื่อ 5 ครั้งที่แล้วแน่นอน เพราะมีระบบสามมิติหรือ 3D เข้ามาเพิ่มสีสันในการรับชมมากขึ้น
       
        “คือที่ทำ 3D เนี่ยมันเหมือนกับว่าพอถึงจังหวะนึงมันต้องมีอะไรเป็นการตอบแทนลูกค้าให้มันสนุกใช่มั้ยครับ คือในแต่ละปีตัวทรูวิชั่นเองจะคิดพวกคอนเทนท์ใหม่ๆ หรือว่าอะไรที่มันเป็นเทรนด์ดีๆ อะไรอย่างเนี้ย แต่ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่ามันมีพวก 3D หรือ 4D มากขึ้นใช่มั้ยครับ จริงๆ เราเคยเอามาทำแล้ว แต่คราวนี้เราคุยกันว่าถ้าเกิดเราเอามาทำอีกสักครั้งนึง มันไม่ได้ทำเฉพาะเอเอฟไง มันมีในช่องอื่นด้วย เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะทำให้สมาชิกสนุกมากขึ้น”
       
       “ก็เลยไปคุยกับทางเยอรมันที่เราเคยไปทำ เยอรมันเขาก็บอกว่าจริงๆ เราก็ทำไลฟ์ได้ในตอนคอนเสิร์ตนะ คือไม่ใช่ทำเป็นแค่เทปอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเราก็เลยบอกว่าถ้าเกิดทำเป็นไลฟ์ได้ เราก็น่าจะทำเป็นไลฟ์ในคอนเสิร์ต ก็เลยคุยกันกับทางมาเก็ตติ้งว่าถ้าเราทำเฉพาะเอเอฟฯ อย่างเดียวมันก็นิดเดียว เราก็ทำเป็นเฟสติวัลคือเป็นเทศกาลของ 3D ก็คือในช่องสารคดีโลกต่างๆ ก็เอามาฉายด้วย”
       
       เผยว่านอกจากจะรับชมระบบ 3D ผู้เข้าแข่งขันภายในบ้านได้แล้ว ยังสามารถรับชมในขณะไลฟ์คอนเสิร์ตได้ด้วย
       “ในช่วงของเอเอฟก็เอามาถ่ายคอนเสิร์ตบางช่วง แต่มันไม่ใช่ 3D ที่จะเกิดขึ้นตลอด 3 ชั่วโมงนะ คือมันจะมีเฉพาะแค่ช่วงเวลา สมมติว่าทุก 10 นาที เพราะว่าการที่คุณจะใส่แว่นดูคอนเสิร์ตแล้วเป็น 3D 3 ชั่วโมงเนี่ย คุณปวดหัวแน่นอน เขาก็จะมีจังหวะว่าช่วงนี้เป็น 3D เขาก็จะมีโลโก้ของ 3D ขึ้นมาที่มุมจอ คุณก็ใส่แว่น พอเขาเอาโลโก้ลงแสดงว่ามันหมด ก็รอไปสักพักนึงเดี๋ยวก็จะขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นมันเป็นการพักสายตาด้วย”
       
       “แต่ถ้าเกิดคุณไม่ใส่แว่นสามมิติ ภาพมันก็จะเป็นปกตินะครับ คือคนทั่วไปที่ดูทางช่อง 9 ก็ดูได้ หรือดูทรูวิชั่นที่มีแว่นหรือไม่มีแว่นก็ยังดูได้ปกติ แต่ตอนนี้ทางทรูจะทำแว่นขึ้นมาแจกสำหรับสมาชิกนะครับ เขาจะแจกไปในทีวีแมกกาซีนครับ สมาชิกหนึ่งบ้านเขาก็จะให้หนึ่งอัน แต่เขาจะมีแจกเพิ่มด้วยนะ คงต้องติดตามกันอีกที ก็จะเริ่มแจกในช่วงเล่มเดือนกรกฎาคมนี้”
       
       “แล้วอีกอย่างนึงมันก็ไม่ได้มีเฉพาะแค่ตัว 3D ตัวคอนเสิร์ตอย่างเดียว ก็จะมีพวกไฮไลท์ด้วยนะครับ พวกไฮไลท์แนะนำเด็ก 12 คน โชว์ภาพในบ้านอะไรอย่างเนี้ย นี่ก็คือส่วนที่เป็นของเอเอฟนะครับ ในส่วนช่องอื่นๆ ก็มีด้วยเหมือนกัน เพราะว่าเราเอาช่างภาพเข้ามา"
       
       "ก็จะมีการถ่ายทำรายการอะไรเยอะแยะมากเลย ผมก็กำลังจะคุยกับช่องกีฬาอยู่ว่าในบางช่วง ก็อาจจะทำเป็น 3D ด้วย ก็คือเป็นเทศกาลตัว 3D ของทรูวิชั่น คือไม่ได้ทำเฉพาะว่าเป็นเอเอฟอย่างเดียว แต่เอเอฟมันก็เป็นความสนุก แบบช่วงนี้เป็น 3D ได้เห็นบ้านที่มันเป็น 3D เหมือนดูลึกเข้าไปในจออะไรอย่างเนี้ย มันก็สนุก”
       
       “ถามว่าเพิ่มค่าใช้จ่ายมั้ย ก็เฉพาะตัวการทำแว่นแล้วก็ลิขสิทธิ์เลนส์ต่างๆ นี้ในพาร์ทของผมเองก็ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านนะ เพราะว่ามันเป็นของที่อิมพอร์ตมาจากเยอรมัน อันนี้จะเห็นชัดเจนเลยว่ามันมาจากมิวนิค คืออย่างรายการอคาเดมี่แฟนเทเซียโดยเนื้อหาปีนี้มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการโหวตอะไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ นะครับ ซึ่งเวลาเริ่มรายการแล้วคุณจะสนุก เพราะว่ามันจะมีวิธีการอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปจากปี 1- ปี 5”
       
       เผยถึงคอนเทนท์หลักโดยรวมของทรูวิชั่นว่าตอนนี้เต็มแน่นทุกอย่าง และยังจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ และไม่เคยกังวลเรื่องคู่แข่ง แต่ตอนนี้มีพวกลักลอบผิดกฏหมายเยอะจนเกิดผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน
       “ตอนนี้ผมว่าคอนเทนท์ของเราปึ้กมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่องกีฬา ตอนนี้มีพรีเมียลีกเนี่ยเพิ่งได้เอฟเอคัพมาอีกสักระยะหลายปี เดือนพฤษภานี้จะมีมวยอีกแล้ว คือกีฬานี่ปึกมากเลย แล้วเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นท์ตอนนี้พวกรายการหนังอะไรต่างๆ ก็เอ็กซ์คูซีฟอยู่ที่นี่หมด สมมติเราไปสู้ในตลาดเกาหลีไม่ได้ หรือว่าไปสู้ในตลาดภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดไม่ได้ มันจะวอรี่เรามากเลย หรือว่าเราไปสู้ในตลาดกีฬาแล้วเราเพลี้ยงพล้ำอย่างเนี้ยมันจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก”
       
       “ในส่วนตลาดคู่แข่งคือผมว่าถ้ามันเป็นการแข่งขันบนดินนะครับ คือแข่งขันกันถูกต้องไม่ลักลอบนะ มันเป็นเรื่องดีกับธุรกิจนี้ แต่ปัญหามันเกิดเพราะปัญหาลักลอบครับ ปัญหาคือเราโดนขโมยคอนเทนท์ เช่นว่าเราถ่ายทอดสดแล้วมีคนขโมยเราไปฉาย หรือว่ามีคนทำช่องหนังออกมาผิดกฎหมาย โดยเอาหนังที่มันยังไม่ได้ซื้อขาย เอาหนังดีวีดีมาเพลในช่องมูฟวี่ อันเนี้ยวอรี่เรามากกว่า อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องอื่นๆ เยอะแยะเลย”
       
       “อคาเดมี่แฟนเทเชียเป็นพาร์ทนึงของรายการ 100 ช่องของเรา ที่เราต้องปวดหัวกับมันทุกวัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พูดก็คือว่าถ้าเกิดการแข่งขันอย่างถูกกฎหมาย ทุกคนซื้อคอนเทนท์แล้วมาแข่งกันบนดิน เราว่าอุตสาหกรรมของเพลทีวีประเทศนี้มันจะไปได้ดี แต่ประเทศนี้มันจะไปไม่ได้ดีเพราะว่ามันมีการลักลอบ มีการขโมย แล้วก็คือไม่มีการเคารพกฎหมาย บางทีระเบียบอะไรต่างๆ ก็ยังไปไม่ถึงเทคโนโลยีที่มันผ่านมาเร็ว เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้มีช่องภาพยนตร์อะไรเยอะแยะที่ขโมยมา แล้วก็ทำไป แล้วก็จับไม่ค่อยได้”
       
       “คือบริษัทเราทำภายใต้สัมปทาน จ่ายเงินค่าสัมปทาน จ่ายเงินค่าผลตอบแทนทุกอย่างเลย แต่ว่าเราจะเป็นเป้าหมายถูกโจมตีเช่นว่าทำไมเราโฆษณาไม่ได้ แต่ขณะที่ข้างนอกที่เขาไม่ได้จ่ายอะไรเลยเขาโฆษณาได้หมดเลย คือมันก็แปลกถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งพวกนี้มันยิ่งใหญ่”
       
       “แต่ในส่วนซีซั่นใหม่นี้ ผมในฐานะคนทำก็อยากทำให้มันดีที่สุดนั่นแหละ ปีที่ผ่านมาตัวเลขรายได้ยอดบวกอะไรต่างๆ ก็เยอะแยะ เราก็ต้องรักษาตัวเลขของเราไว้ รักษาสถิติของเราไว้ ปีที่แล้วมันมีการทำลายสถิติด้วย มียอดบวกทะลุมากกว่า 4 ปีที่ผ่านมาในวีคที่ 4 ของพวกเนี้ยเป็นเรื่องที่เราเหนื่อย ว่าเราต้องทำให้มันสนุก"
       
       "แต่ผมก็เชื่อว่าปีนี้มันจะสนุก เพราะว่าจากการที่ผมไปคัดตัวที่เชียงใหม่ คนที่เข้ารอบ 6 คนนี่โอ้โหเจ๋งนะ คือผมว่าดีเลย ผมได้คนที่น่าสนใจเร็วด้วยนะ”
       
       เผยว่าในส่วนที่อดีตผู้บริหารบ. ทรูแฟนเทเชีย “หนุ่ม กิติกร เพ็ญโรจน์” ลาออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง และได้ผู้บริหารคนใหม่ “โอ๋ อาจกิจ สุนทรวัตร” มานั่งแท่นแทนในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บ.ทรูแฟนเทเชีย นั้นไม่มีผลอะไรกับบริษัท เพราะแค่การบริหารศิลปินเป็นแค่เรื่องเล็ก ใครๆ ก็ทำได้
       
       “คือคุณหนุ่มแกรับหน้าที่ในส่วนของจบจากรายการแล้วนะครับ คือมันเป็นคนละเรื่องกับตัวรายการ แต่ว่าในการทำรายการอคาเดมี่แฟนเทเชียเนี่ย ส่วนที่เป็นศิลปินมันเป็นส่วนบวก ส่วนได้ เผอิญว่าคุณทำแล้วคน 12 คนที่คุณเอาเข้ามาเล่นในบ้านเนี่ยเขาดัง เขามีคนรู้จัก เพราะฉะนั้นพอเขามีคนรู้จักปั๊บ ทางเจ้าของฟอร์แมตเขาก็อธิบายให้เราฟังว่าคนพวกนี้ถ้าเราสามารถเอามาทำประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวทรูวิชั่นเองเป็นสถานีโทรทัศน์ ในอนาคตถ้าเผื่อมีโปรเจ็คที่จะทำรายการหรืออะไรต่างๆ ก็สามารถจะใช้น้องๆ พวกเนี้ยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ มาเป็นดาราประจำน่ะเอาอย่างนี้ดีกว่า ก็ให้เซ็นสัญญาไว้”
       
       “ทีนี้อย่างผมเนี่ยมีหน้าที่ทำรายการ ผมดูรายการทั้งหมด 100 ช่อง หน้าที่ของผมก็คือทำรายการไปเรื่อยๆ พอเราได้ศิลปินมา บริษัทเราในปีแรกเราไม่สามารถที่จะดูแลเขา คือมันต้องมีคนบริหารงานช่วงนี้ต่อไป มันอยู่ที่ว่าเราจะเลือกบริหารเอง หรือเราจะเลือกให้เพื่อนเราบริหาร เพราะฉะนั้นในปีแรกคือเราให้แกรมมี่บริหาร คือเขาจะไปทำอะไร ไปออกอัลบั้มอะไรก็เป็นการต่อยอด”
       
       “พอตอนหลังเราก็มีบริษัทแฟนเทเชียขึ้นมา โดยมีคุณหนุ่มเป็นผู้บริหาร เราก็ส่งให้ ซึ่งมันเป็นบริษัทในเครือเราเอง เขาก็ทำไป แต่วันนี้พอคุณหนุ่มไม่อยู่ผู้บริหารก็เปลี่ยนไป ก็ยังเป็นอย่างเดิม แต่ว่าในส่วนของความเปลี่ยนแปลงที่มันจะเกิดขึ้นมันก็คงจะไม่มี เพราะว่ามันคือทุกคนพอจบจากบ้านมา เขาก็จะได้งานไปตามความถนัด”
       
       “แต่ว่าในอนาคตถ้าตัวทรูวิชั่นเองมีโฆษณามาก หรือว่ามีรายได้ดีขึ้น ถ้าเกิดวันนึงเราทำละคร ทำหนังหรือซีรี่ส์อะไรขึ้นมา เราก็จะใช้เหมือนนักแสดงในสังกัดอย่างมาทำ แต่ผมตอบไม่ได้จริงๆ นะครับว่าใครจะขาดความเชื่อมั่นยังไง คือเราไม่รู้ว่าคนจะคิดยังไงกับเรื่องการทำศิลปินหรือว่าการบริหารงานศิลปินหลังจากจบรายการแล้ว สมมติว่าเราส่งไปให้แกรมมี่ก็ได้ เราส่งให้อาร์เอสก็ได้ เราส่งให้ใครก็ได้ คือเราไม่ได้พูดว่าเราจำกัดที่จะต้องมาทำงานอย่างนี้ เราไม่ใช่ค่ายเพลง”
       
       “แต่สิ่งหนึ่งคือตัวทรูวิชั่นเคยประกาศให้รับทราบว่าเราไม่ใช่ค่ายเพลง เพราะฉะนั้นเวลาเราออกเพลง เราออกมาเหมือนกับว่าเป็นการโปรโมทศิลปินของเราต่อไป แต่ว่าจริงๆ ศิลปินเราแตกแขนงไปเยอะแยะ ไปเล่นละคร เป็นพิธีกร เป็นดีเจ เป็นอะไรเยอะแยะนะครับ ทุกคนก็ยังทำงานอยู่ คือจริงๆ การบริหารงานศิลปินมันต้องดูว่าอยู่ตรงไหน คุณหนุ่มก็อาจจะทำได้มีชื่อเสียงอะไรอย่างเนี้ย แต่ว่าหลังจากคุณหนุ่มไปก็มีคุณโอ๋เข้ามาทำ ผมว่าคุณโอ๋ก็คงจะเข้าใจในวิธีการของการบริหารงาน ก็ต้องไว้ใจคุณโอ๋แหละ”
       
       “ฟีตแบ็คผมไม่ทราบครับ เพราะผมไม่ได้เป็นคนบริหารงานตรงนั้น แต่งานของผมก็เพิ่มช่องมาเยอะแยะนะครับ แล้วผมไปคัดตัวนี่ก็มีคนดีๆ เยอะแยะมาคัด รายได้หลักของบริษัทนี้อยู่ที่การสร้างรายการ คือเราทำรายการอคาเดมี่แฟนเทเชียปีที่ 6 เนี่ย เพราะว่าฐานสมาชิกเราเพิ่มขึ้น คนมาดูเรามากขึ้น เรามีกำไรหลายพันล้าน คือมันไม่ใช่ว่าเรามีรายได้หลายพันล้านมาจากการทำเพลงหรือทำศิลปิน คือเรามีรายได้หลักมาจากการขายสมาชิก และทำรายการที่ดี”
       
       “ที่ว่าดึงเด็ก ดึงคนไป อันนี้ผมไม่ทราบ คือผมว่าอันนี้คือเขาลือกันไปมั้ง คืออย่างที่ผมบอกน่ะครับ คือตัวทรูวิชั่นทำงานของเราชัดเจน เราทำงานทำรายการให้ดี เพราะฉะนั้นวันนี้ทรูวิชั่นจะวอรี่มากเลยถ้าทรูวิชั่นทำคอนเทนท์ไม่ดี มากกว่าทรูวิชั่นจะไปวอรี่เรื่องอื่นๆ ซึ่งมันเป็นบริษัทลูกๆ อะไรอย่างเนี้ยนะครับ”

ที่มา manager.co.th