แสบๆ คันๆ... ขอบ (เวที) ขาอ่อน

 

 

 

งามดั่งใจ ไม่พลิกโผ

 

บุ๋ม-พรรณประภา ยงค์ตระกูล นางสาวไทยประจำปี 2551
เป็นเต็งจ๋า ชนิดที่ว่า''มงกุฎนางสาวไทย'' ของ''น้องบุ๋ม'' พรรณประภา ยงค์ตระกูล ในปีนี้ มีการมอบกันตั้งแต่วันที่มีการประกวดในรอบความสามารถพิเศษกันแล้ว...!! อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คิดเลยเถิดไปไกล ว่ามีเรื่องเส้นสายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ต้องยอมรับว่าชื่อของนิศิษย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยผู้นี้ มีคุณสมบัติตรงตามที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยฯ และ บ.อสมท.จำกัด ผู้จัดการประกวดได้วางไว้ทุกประการ โดยที่น้องบุ๋มอดีตรองมิสทีน ไทยแลนด์ ปี 2006 เริ่มโดดเด่นขึ้นมาหลังจากที่เธอเลือกเอาแสดงเชียร์ลีดเดอร์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มาโชว์ให้คณะกรรมการได้ชมในรอบความสามารถพิเศษของผู้เข้าประกวด แถมเธอยังอวดกึ๋นตอบคำถามที่ตั้งขึ้นมาสดๆ ได้อย่างน่าทึ่ง จนต้องขึ้นป้ายให้เป็นนางสาวไทยคนที่ 44 ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา และก็จริงอย่างที่ว่า เพราะนอกจากจะคว้ามงกุฎแล้ว น้องบุ๋มยังกวาดรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนมานอนกอดอีก 2 รางวัลด้วย

ไสยศาสตร์มีจริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
เจ้าของตำแหน่ง ''น้องแก้ม'' กวินตรา โพธิจักร มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส  2551
รางวัลนี้อาจฟังดูแล้ว น่ากลัว....ชวนขนหัวลุกไปซักนิด แต่ก็อดที่จะคิด และอดที่จะเอามาพูดในวันนี้ไม่ได้  เพราะไม่งั้นอกอีแป้นจะแตกตายแน่ๆ  ก็แหม....ถ้าหากใครเกาะขอบเวที ติดตามการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ในปีที่ผ่านมา ต้องบอกเลยว่าผู้เข้าประกวดหมายเลข 13 นามว่าน้องแก้ม-กวินตรา เป็นม้านอกสายตาตัวจริง ชนิดเอ่ยชื่อขึ้นมา บรรดาสื่อมวลชนงงกันเป็นไก่ตาแตก แบบว่านึกหน้ากันไม่ออก แต่สุดท้ายเธอหยิบมงกุฎไปประดับศีรษะตัวเองได้แบบเหลือเชื่อ!!
ไม่ได้คิดมาก...แต่จากที่ผมได้คุยกับน้องแก้มหลังจากที่เธอได้ตำแหน่งมาไม่กี่วัน ซึ่งพอมานั่งพินิจพิเคราะห์ดูแล้ว มันก็มีเรื่องแปลกๆ อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน เริ่มต้นด้วย หมายเลข 13 ''ลักกี้นัมเบอร์'' ซึ่งเธอบอกว่าเป็นหมายเลขที่ถูกโฉลกกับตัวเองสุดๆ เพราะตอนจับสลากเลือกหมายเลขก็ภาวนาว่าอยากได้หมายเลขนี้ และก็ได้จริงๆ!!
เรื่องต่อมาในระหว่างที่เก็บตัวทำกิจกรรมสาวงามที่โรงละครคิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ น้องแก้มเล่าให้ฟังว่าเธอเกิดมีความรู้สึกแปลกๆ เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน ก็รู้สึกเหมือนกับว่ารูปปั้น ''กินรี'' ที่อยู่หน้าโรงละคร เหลือบมองเธอตลอดเวลา ตอนแรกก็นึกว่า ''เครียดจนเพี้ยน''แต่ไม่ว่าจะเดินไปทางซ้าย หรือทางขวา ดวงตาของ ''กินรี'' ก็ยังเหลือบมามองเธออีก ซึ่งเรื่องนี้หากใครไม่เจอกับตัวก็มิอาจทราบถึงความรู้สึกได้จริงๆ และแทนที่จะหวาดกลัวแต่น้องแก้มกลับมองโลกในแง่ดี ว่าแล้วเธอก็เลยหลับตาขอพรจาก ''กินรี'' ให้ตัวเองเป็นผู้ชนะเลิศในการประกวดเวทีนี้ซะเลย
แปลกครับ พรของเธอเป็นจริง เพราะหลังจากวันนี้เหตุการณ์ต่างๆ เป็นใจให้เธอหมด ไล่มาตั้งแต่วันที่ ช่อง 7 ผู้จัดการประกวด เปิดห้องลับ ให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ยลโฉมสาวงาม ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ทั้ง 44 คน ในชุดทรูพีซ  เพื่อให้เปาบุ้นจิ้นทั้งหลายได้ดูรูปร่างภายใน ตับไต ไส้พุงสาวงามกันแบบชัดๆ ว่าใครของจริงใครของปลอม หรือมีใครย้อมแมวมารึเปล่า ซึ่งแหล่งข่าววงในของเราก็รายงานมาว่า มีสาวงามที่เข้าตา และทำคะแนนทิ้งห่างมาเป็นอันดับ 1 (ซึ่งไม่ใช่น้องแก้ม) และกรรมการก็หมายมั่นปั้นมือไว้เลยว่า นี่แหละคือผู้ที่จะได้ครองมงกุฎในรอบตัดสิน และเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนสาวไทยไปสู้กับสาวต่างชาติบนเวทีนางงามจักรวาล แต่พอจะเอาเข้าจริงๆ ทางกองประกวดไปสืบประวัติเธอผู้นั้น....เฮ้อ....มันชั่งเน่ายิ่งกว่าครองแสนแสบซะอีก!! แบบว่า สวยแต่รูป จูบไม่หอม หากได้มงกุฎไปครอง คงจะมีเรื่องฉาวโฉ่ตามมาอีกเยอะ ก็เลยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการสกัดดาวรุ่งให้ร่วงในรอบ 5 คนสุดท้ายแบบค้านสายตาคนดู
 มาถึงรอบ 5 คนสุดท้าย กระนั้นชื่อของน้องแก้มก็ยังเป็นได้แค่ไม้ประดับ เพราะสายลับเรารายงานมาอีกว่า มีการ ''ล็อก'' ผลไว้เรียบร้อยแล้ว แต่พอถึงเวลาตอบคำถาม สาวงามที่ล็อกไว้ กลับตอบได้ไม่เอาอ่าว ส่วนน้องแก้มกลับเปล่งรัศมีขึ้นมา เข้าตากรรมการซะงั้น!!  ทำเอากรรการทั้ง 10 ท่านด้านหน้าเวที มีอาการลังเล เพราะหากประกาศผลตามที่''ล็อก''ไว้ มีหวังโดนด่า''  ิบหาย'' แน่ กระทั่งท้ายที่สุดก็มีการ ''พลิกล็อก'' อย่างที่เห็น
แต่ถ้าใครบอกว่าที่เล่ามาทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ แต่หากใครได้เข้าไปอยู่ในค่ำคืนประกวดรอบตัดสิน คงจะไม่คิดแบบนี้แน่นอน เพราะวันนั้นถือเป็นครั้งแรกที่ คุณแดง-สุรางค์ เปรมปรีดิ์ บิ๊กบอสวิก 7 สี สั่งให้บันทึกเทปก่อนเวลาออนแอร์ นานถึง 4-5 ชั่วโมง เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ก็จะได้มีเวลาแก้ไขทัน ซึ่งก็เกิดจริงๆ เพราะ ขณะที่ ดู๋-สัญญา คุณากร พิธีกรในงานกำลังพูดพร่ามอยู่บนเวทีประกวดรอบตัดสิน จู่ๆ ไฟฟ้าภายในโรงละครที่ได้ขึ้นชื่อว่ายิ่งใหญ่ และไฮเทคที่สุดในประเทศ ก็เกิดขัดข้องขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ เล่นเอาฝ่ายเทคนิคต้องระดมสมองแก้ไขกันแบบมึนตึ้บ สุดท้ายใช้เวลาเป็นชั่วโมง
พูดไปก็เหมือนกับชะตาฟ้าลิขิต เพราะระหว่างที่ไฟฟ้าดับอยู่นั่นเอง เป็นเวลาว่างให้คณะกรรมการทั้ง 10 ท่าน ซึ่งกำลังอยู่ในอาการโลเล ได้หันมามองหน้าปรึกษากันว่าจะเอาเช่นไรกับตำแหน่งอันทรงเกียรติในปีนี้ดี และเสียงก็เป็นเอกฉันท์ว่า เรามา''แก้คะแนนใหม่'' กันดีกว่า! ว่าแล้ว ''หวยล็อก'' ก็เลยโดนน็อกไปพร้อมกับความมืด ส่งผลให้น้องแก้ม-กวินตรา โพธิจักร สาวจากเมืองพญานาค จังหวัดหนองคาย กลายเป็นดาวเจิดจรัสในค่ำคืนวันนั้นแทน ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้ว....ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่...ซึ่งถ้าใครอยากจะรู้ว่าน้องแก้มเธอพกของดีอะไร ห้อยพระวัดไหน เอาเป็นว่าใครเจอก็ถามกันเองแล้วกันนะจ๊ะ!!

 

 

โชคดีที่สุด....ฟลุกแห่งปี!!
น้องมิ้ม-อัมภาภัสร์ จุลกะเศียร
หลายๆ ครั้ง สาวงามที่ได้รับมงกุฎจากเวทีใหญ่ๆ มักจะเอ่ยปากยอมรับแบบไม่อาย ว่าตำแหน่งที่ได้มา ''เพราะว่าฟลุก'' แต่นั่นคงยังไม่ถึงที่สุด และยังถือเป็นเรื่องธรรมดา หากเปรียบเทียบกับ ''น้องมิ้ม-อัมภาภัสร์ จุลกะเศียร'' เจ้าของตำแหน่งฟลุกแห่งปีของเราในวันนี้!! พูดขึ้นมา เชื่อว่าหลายคนคงสงสัย ว่าไอ้แค่รองอันดับ 1 จากเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2007 มันจะฟลุกอะไรกันนักกันหนา!! อย่ามัวเสียเวลาเอาเป็นว่าเรามาหาคำตอบกันเลยดีกว่า  ซึ่งอย่างที่รู้ๆ  ว่าปีนี้ทางวิกพระราม 4 เค้างดจัดการประกวด ''มิสไทยแลนด์เวิลด์'' ชั่วคราว ทำให้ปีนี้ประเทศไทยไม่มีตัวแทนที่จะต้องส่งไปประกวดเวทีใหญ่อย่าง ''มิสเวิลด์ 2008'' ที่ประเทศแอฟริกา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15 พ.ย.-14 ธ.ค.51
 เพราะฉะนั้นทางช่อง 3 ก็เลยต้องหันมาใช้บริการของ น้องมิ้ม-อัมภาภัสร์  รองนางงามจากเวทีขาอ่อนมิสไทยแลนด์เวิลด์เมื่อปีก่อน แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอเป็นสาวขาอ่อนที่ฟลุกที่สุดแห่งปีได้ยังไง เพราะเวทีที่เธอได้รับมอบหมายให้ไปประชันสวยนั้น ถือว่าเป็นเวทีดัง เวทีใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งทุกๆ ปีที่ผ่านมา หากไม่ใช่ผู้ที่คว้ามงกุฎจากเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ ไม่มีโอกาสได้ไปลิ้มรสชาติจากเวทีนี้แน่นอน

 

 

  เขาหาว่าเธอเป็น...นางงามขโมยซีน
โบ-อัจฉราภรณ์ อินทรสกุล
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี เอ่ยชื่อสาวขาอ่อนที่มีนามว่า ''น้องโบ-อัจฉราภรณ์ อินทรสกุล'' คงจะไม่มีใครรู้จัก หรืออย่างมากก็แค่คุ้นๆ เพราะอย่างน้อยๆ สาวจากเมืองพะเยาวัย 19 ปีผู้นี้ ก็มีดีกรีความสวยจากเวทีมิสทีนฮอนด้า ปี 2548 และสุดยอดนางแบบ อีลิท โมเดล ลุกส์ ไทยแลนด์ 2005 ติดตัวมาเป็นหนึ่งผู้เข้าประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส  ประจำปี 2551 ซึ่งท้ายที่สุดแล้วแม้จะต้องอกหัก จากผลงานที่ทำได้ดีที่สุด แค่การผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย  แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ชื่อเสียงของน้องโบกลับโด่งดังยิ่งกว่าสาวงามที่สวยที่สุดบนเวที อย่าง น้องแก้ม-กวินตรา โพธิจักร ซะอีก!!  ชนิดที่ว่าบรรดาสื่อมวลชนออกตามหาตัวขอสัมภาษณ์เธอกันให้ควักเลยทีเดียว ก็แหม...เธอเล่นตกเป็นจำเลยในประเด็นร้อน เป็นผู้ต้องหาฉกหัวใจของนักร้องหนุ่มคนดัง โดม-ปกรณ์ ลัม มาจากนางเอกสาว พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ น่ะซิ!! ซึ่งแม้ว่าทั้งหนุ่มโดมและน้องโบจะออกมาเคลียร์ตัวเองว่าเป็นแค่พี่-น้องกัน แต่ข่าวนี้มันก็ทำให้สาวขาอ่อนอย่างน้องโบมีคิวโชว์ตัวยาวเป็นหางว่าวไปซะแล้ว!!

 

 

  ดังเพราะข่าว (หนูเปล่าน้า..าาา!!)
หมิว-อนัญญา ชินแสงชัย
แรกเริ่มเดิมที ต้องบอกก่อนว่า น้องหมิว-อนัญญา ชินแสงชัย เจ้าของรางวัลดังเพราะข่าวของเราในวันนี้ ถูกจับตามองจากสื่อมวลชนขนาดยกให้เป็นเต็งจ๋าที่จะคว้ามงกุฎบนเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ครั้งล่าสุดเลยทีเดียว แต่สุดท้ายเธอก็เข้าป้ายแค่ตำแหน่ง รองอันดับ 2 ซึ่งจากวันนั้นชื่อของหมิวเกือบที่จะเงียบหายไปซะแล้ว แต่จู่ก็มีผู้ประสงค์ดี แต่ประสงค์ร้าย (จากที่ไหนก็มิอาจทราบได้) ปล่อยภาพหญิงชายกอดจูบ แลกลิ้นกัน แบบหวานฉ่ำ ออกปลิวว่อนทางอินเทอร์เน็ต แถมยังระบุให้เสร็จสรรพ ว่าผู้หญิงในภาพคือน้องหมิว-อนัญญา ทำให้เธอกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน และแม้ว่าหลังจากวันนั้นเธอจะออกโรงยืนยัน และปฏิเสธเสียงแข็ง ว่านั่น...มันแค่คนหน้าเหมือน แต่ก็เอาเถอะ แม้ว่าผู้หญิงในภาพจะไม่ใช่เธอ แต่ข่าวที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอกลายเป็นคนดังในช่วงนั้นไปแล้ว

 

 

เค้าหาว่า...เธอสวยด้วยมีดหมอ
ออกตัวก่อนนี่ไม่ใช่การแฉ...หรือว่าประจาน...แต่เรื่องของการทำ ''ศัลยกรรม'' ที่ว่ากันว่าเป็นของคู่กันกับเวทีประกวดความงาม หรือแม้กระทั่งวงการบันเทิงในบ้านเราเอาเป็นว่าไม่มีใครเกิดมาแล้วเพอร์เฟกต์ ส่วนไหนพ่อ-แม่ให้มาน้อย...ก็ไปยัดเพิ่ม ส่วนไหนพ่อ-แม่ให้มาเกิน...ก็ไปตัดออก จนปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดที่ว่าพ่อค้าแม่ขาย คุณตา คุณยาย ยังขอเข้าไปใช้บริการ สวย-หล่อ ด้วยมีดหมอกันเลย
  แต่จะด้วยสาเหตุอันใด ก็มิอาจทราบได้ คนไทยส่วนใหญ่พอถูกถามไถ่ ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะออกปากยอมรับว่าตัวเองไปทำสวยด้วยเครื่องมือแพทย์มา ว่าแล้ววันนี้เราก็เลยขอแอบไปสำรวจตรวจสอบสาวงามว่ามีใครกันบ้างที่เข้าข่าย

 

 

อันดับ 1 น้องบุ๋ม-พรรณประภา ยงค์ตระกูล นางสาวไทยประจำปี 2551
ต้องบอกว่าการปรากฏตัวเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดนางสาวไทยของ น้องบุ๋ม-พรรณประภา ในปีนี้ สร้างความแปลกใจให้กับเกจิเวทีขาอ่อนได้ไม่น้อย  เพราะไม่ว่าจะดูมุมไหน รัศมีความสวยใส โดยเฉพาะเรื่องของรูปร่างหน้าตา มันช่างดูผิดแปลกแตกต่างไปจากเมื่อ 2 ปีก่อน สมัยที่เธอยังละอ่อน ยืนอยู่บนเวทีประกวดสาววัยใส ''มิสทีนไทยแลนด์ 2006'' แบบหน้ามือเป็นหลังมือ   ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าแล้วก็เลยไปเค้นความจริงจากเธอ ซึ่งนางสาวไทยคนล่าสุดก็หลุดปากยอมรับแบบหนักแน่น  ''อ๋อ...หนูไปทำจมูกมาค่ะ'' แถมว่าที่คุณหมอจากรั้วจุฬาฯ ยังบอกด้วย ว่าการทำศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องศึกษาผลกระทบที่อาจจะตามมามากมายให้ดีด้วย แหม...คุณน้องค่ะ แม้ว่า...มันจะเสี่ยง หรือจะเจ็บแค่ไหน แต่ถ้าหากทำแล้วมันสวยใส แถมยังได้มงกุฎนางสาวไทยเหมือนคุณน้อง บอกได้คำเดียว เจ๊ยอม!! หุหุ...

 

 

อันดับ 2 น้องแก้ม-กวินตรา โพธิจักร มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ประจำปี 2551
เห็นภาพ น้องแก้ม-กวินตรา โพธิจักร ภายใต้ชุดว่ายน้ำ ในช่วงที่เธอกำลังปฏิบัติภารกิจบนเวทีนางงามจักรวาล  เห็นแวบแรกก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันที ขนาดต้องขยี้ตาดูให้ชัดๆ ว่านี่คือน้องแก้มที่เคยรู้จักตัวจริงรึเปล่า?? เพราะไอ้ที่มันเคยเป็นไข่ดาวแปะอยู่บนหน้าอกของเธอ เวลานี้ทำไมมันถึงเปลี่ยนเป็นส้มโอไปซะได้ ซึ่งเชื่อว่าแฟนๆ นางงามหลายท่านก็คงจะสงสัยเช่นเดียวกัน ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังก็ยังไม่ได้ถามความจริงจากปากของเธอซักที มีเพียงกระแสข่าวที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงนั้นว่า  ที่น้องแก้มอวบอั๋นผิดหูผิดตา เนื่องมาจากว่าเธอไปเสริมหน้าอก ประมาณว่าพอได้ตำหน่ง มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สมาปุ๊บ ก็รีบแจ้นไปทำอึ๋มปั๊บ!! เพราะเธอรู้ดีว่าอีกขนาดที่แม่ให้มา ต่อให้ยัด ให้ดัน มันก็คงจะนำไปสู้กับสาวงามจากประเทศต่างๆ บนเวทีนางงามจักรวาลไม่ได้แน่ๆ  สุดท้ายก็เลยตัดสินใจขอเพิ่มไซส์ด้วยเครื่องมือแพทย์นั่นเอง

คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่

คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่
 

ที่มา siamdara.com